วันอังคารที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2553

วงการคาดหุ้นไทยบ่ายนี้ แกว่งตัวเชิงบวก หลังเม็ดเงินนอกไหลเข้า

วงการคาดหุ้นไทยบ่ายนี้ แกว่งตัวเชิงบวก หลังเม็ดเงินนอกไหลเข้า แนะเลือกลงทุนหุ้นราย
ตัว

วงการคาดหุ้นไทยบ่ายนี้ แกว่งตัวเชิงบวก หลังเม็ดเงินนอกยังไหลเข้า แนะติดตาม
ศาลปกครองกลางนัดคำพิพากษาคดีมาบตาพุดในวันที่ 2 ก.ย. นี้ ประกอบการลงทุน กลยุทธ์แนะ
นำ เลือกซื้อหุ้นรายตัว อิงหุ้นปัจจัยพื้นฐานดีเมื่อดัชนีฯ อ่อนตัวลง พร้อมประเมินแนวรับดัชนีฯ
905 จุด แนวต้าน 915 จุด

นายสมชาย เอนกทวีผล ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซียไซรัส กล่าว
ว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยในช่วงเช้าที่ผ่านมาพบว่าปรับตัวลดลง เนื่องจากได้รับปัจจัยกดดัน
จากตลาดหุ้นในต่างประเทศที่ปรับตัวลงค่อนข้างแรง โดยเฉพาะดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์ค
ปิดตลาดปรับตัวลดลงประมาณ 140 จุด ประกอบกับ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ยังมีแนวโน้ม
ปรับตัวลดลง โดยราคาน้ำมันดิบไลท์ล่วงหน้าสัญญาส่งมอบเดือนตุลาคม ที่ตลาดนิวยอร์ค ปิด
ตลาดที่ราคา 74.70 ดอลลาร์/บาร์เรล ลดลง 47 เซนต์ หรือ 0.63%
'ในช่วงเช้าดัชนีฯ อ่อนตัวลง หลังเผชิญแรงขายทำกำไร ประกอบกับดัชนีดาวโจนส์ก็
ปรับตัวลดลงค่อนข้างแรงแต่ดัชนีฯ ก็ขยับบวกได้ในช่วงระหว่างการซื้อขายภาคเช้า เพราะเมื่อ
ดัชนีฯ อ่อนตัวลงก็มีนักลงทุนกลับเข้ามาซื้อหุ้น'นายสมชาย กล่าว
ขณะที่ ตลาดหุ้นในต่างประเทศส่วนใหญ่ เช่น ดัชนี ฮั่งเส็ง ตลาดหุ้นฮ่องกง ปิดตลาด
เช้าที่ระดับ 20,513.05 จุด ลดลง 224.17 จุด หรือ -1.08% ส่วนดัชนี SHI ตลาดหุ้นจีน ปิด
ตลาดเช้าที่ระดับ 2,640.29 จุด ลดลง 12.37 จุด หรือ -0.47% ขณะที่ดัชนี PHCOMP ตลาด
หุ้นฟิลิปปินส์ เวลา 09:26 น. (ตามเวลาประเทศไทย) อยู่ที่ระดับ 3,565.19 จุด เพิ่มขึ้น 6.52
จุด ทั้งนี้เปิดตลาดที่ระดับ 3,508.09 จุด ปิดตลาดครั้งก่อนที่ระดับ 3,558.67 จุด หรือ 0.18 %
ด้านดัชนี คอมโพสิต ตลาดหุ้นโซล เวลา 12:21 น. (ตามเวลาประเทศไทย) อยู่ที่ระดับ
1,741.03 จุด ลดลง 19.10 จุด ทั้งนี้เปิดตลาดที่ระดับ 1,746.85 จุด ปิดตลาดครั้งก่อนที่ระดับ
1,760.13 จุด หรือ -1.09 %
สำหรับแนวโน้มของดัชนีฯ ในช่วงบ่ายคาดว่า จะเคลื่อนไหวในลักษณะแกว่งตัวใน
กรอบแคบ อิงในเชิงบวก เพราะเชื่อว่าเม็ดเงินของนักลงทุนต่างชาติที่ยังไหลเข้าต่อเนื่อง สะท้อน
ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นปัจจัยหนุนให้ดัชนีฯ ไม่ปรับตัวลดลง
แรงนัก ส่วนการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจรายเดือน ก.ค. ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ใน
ช่วงบ่ายวันนี้ อาจไม่ส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนมากนัก
ทั้งนี้ ปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ ในวันที่ 2 ก.ย. 2553 ศาลปกครองกลางนัดคำพิพากษา
คดีมาบตาพุด
กลยุทธ์การลงทุน แนะนำ เลือกซื้อหุ้นรายตัว ที่ปัจจัยพื้นฐานดี เมื่อดัชนีฯ อ่อนตัวลง
ประเมินแนวรับดัชนีฯ 905 จุด แนวต้าน 915 จุด



รายงาน โดย ธนัสสรณ์ เปี่ยมสมบูรณ์
เรียบเรียง โดย พรทิพย์ พลสิทธิ์
อนุมัติ โดย พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 13:22:52

บล.ฟิลลิป : แนะนำหุ้นเด่นทางเทคนิครายวัน 31/08/53

มีลุ้นทดสอบเป้าหมาย 924.70 จุด
SETI ปิดเหนือเส้นค่าเฉลี่ยทุกเส้นได้ต่อเนื่องเป็นวันที่สอง พร้อมกับมูลค่าการซื้อ
ขายกว่า 4.0 หมื่นล้านบาท ในขณะที่เครื่องมือ MACD กลับมาให้ค่าสัญญาณบวก จึงทำให้
Indicators ทุกตัวให้ค่า สัญญาณบวกพร้อมกันเป็นวันแรก แนวโน้มของ SETI ในระยะสั้นจึงยัง
คงเป็นขาขึ้น โดยเราคาดว่า SETI จะปรับตัวขึ้นทดสอบบริเวณจุดสูงสุดก่อนหน้าในปี 2007 ที่
924.70 จุดได้ อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่า SETI จะมีแนวโน้มขาขึ้นแต่ภาพการ Bearish
Divergence ยังคงอยู่ ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงที่แนวโน้ม จะเปลี่ยนเป็นขาลงถ้า SETI ลงไปปิดต่ำ
กว่า 890 จุด
ดังนั้นในระยะสั้นเราแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” ต่อไป และจะ cut loss หากปิดต่ำกว่า
890 จุด

หุ้นแนะนำ ทางเทคนิค
1. NBC : แนะนำ 'ซื้อ” แนวต้านที่ 7.60-8.00 บาท แนวรับที่ 7.10-7.00 บาท cut
loss หากปิดต่ำกว่า 6.90 บาท
2. IVL : แนะนำ 'ซื้อ” แนวต้านที่ 27.50-29.00 บาท แนวรับที่ 25.50-25.00 บาท
cut loss หากปิดต่ำกว่า 24.70 บาท
3. TMB : แนะนำ 'ซื้อ” แนวต้านที่ 2.76-2.90 บาท แนวรับที่ 2.56-2.52 บาท cut
loss หากปิดต่ำกว่า 2.48 บาท
4. TTCL : แนะนำ 'ซื้อ” แนวต้านที่ 9.00-9.50 บาท แนวรับที่ 8.35-8.25 บาท cut
loss หากปิดต่ำกว่า 8.10 บาท



เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 10:48:39

บล.ฟิลลิป : BMCL ราคาพื้นฐานปี 54 ที่ 0.93 บาท แนะนำ “ซื้อเก็งกำไร”

ขาดทุน 2Q53 ลดลง 12.08% ดีกว่าคาด
รายได้รวมลดลง 4.65% YoY เป็น 380.48 ล้านบาท ใกล้เคียงคาด เป็นผลจาก
การชุมนุมประท้วงที่ทำให้ต้องหยุดเดินรถไป 8 วัน (15-22 พ.ค.) และมีการหยุดเดินรถในบาง
สถานีเป็นบางช่วงเวลา รายได้ค่าโดยสารจึงลดลง 5.70% ต้นทุนลดลง 12.56% จากการลดลง
ของค่าบำรุงรักษาอุปกรณ์งานระบบและค่าเบี้ยประกันภัย ค่าใช้จ่ายขายและบริหารลดลง 9.99%
มีรายได้อื่น ๆ เพิ่มขึ้นจากกำไรอัตราแลกเปลี่ยน ค่าใช้จ่ายทางการเงินเพิ่มขึ้น 8.07% จากค่า
ธรรมเนียมการปรับตารางการชำระหนี้เงินกู้และค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันรวม 11
ล้านบาท จึงขาดทุนสุทธิ 307.15 ล้านบาท ลดลง 12.08% และดีกว่าคาดที่ 323.71 ล้านบาท
1H53 รายได้รวมเพิ่มขึ้น 0.84% YoY เป็น 806.29 ล้านบาท และขาดทุนสุทธิลดลง 14.13%
เป็น 593.86 ล้านบาท จากการลดลงของต้นทุนและค่าใช้จ่ายขาย/บริหาร

ใช้อัตราค่าโดยสาร 15-40 บาท เมื่อ 3 ก.ค. ไม่กระทบรายได้/ตั๋ว
หลังจากได้ใช้อัตราค่าโดยสารใหม่ 15-40 บาทและไม่มีส่วนลดกับบัตรโดยสารที่
10% เมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2553 (อัตราค่าโดยสารใหม่จะใช้ตั้งแต่ 3 ก.ค. 2553 - 2 ก.ค. 2554)
ซึ่งเมื่อดูรายได้/ตั๋วในเดือน ก.ค. อยู่ที่ 23.97 บาท เมื่อเทียบกับเฉลี่ย 23.60 บาทใน 2Q53 ที่
ใช้อัตราค่าโดยสารเดิม แสดงให้เห็นว่าการปรับอัตราค่าโดยสารใหม่ที่ลดลงจาก 16-41 บาทไม่
ได้ฉุด ให้รายได้/ตั๋วลดลง อีกทั้งจำนวนผู้โดยสารยังแสดงการเติบโตที่ 8.23% YoY มาเฉลี่ยที่
1.84 แสนคน/วันในเดือน ก.ค. จะทำให้แนวโน้มผลขาดทุนยังคงลดลงต่อเนื่อง

ปรับลดผลขาดทุนในปี 2553 ลง และลดลงต่อเนื่องในปี 2554
จากตัวเลขใน 7M53 ที่ผู้โดยสารเฉลี่ยอยู่ที่ 1.79 แสนคน/วัน บนสมมุติฐานตัวเลขผู้
โดยสารในอีก 5 เดือนที่เหลือที่ 1.87 แสนคน/วัน จะได้ผู้โดยสารเฉลี่ยในปีนี้ที่ 1.83 แสนคน/วัน
ต่ำกว่าที่คาดไว้เดิมที่ 1.90 แสนคน/วัน จึงปรับตัวเลขผู้โดยสารเฉลี่ยในปี 2553 ที่ 1.83 แสน
คน/วัน และรายได้เฉลี่ย/ตั๋วที่ 23.60 บาท โดย 7M53 เฉลี่ยที่ 23.32 บาท จึงปรับคาดการณ์ราย
ได้รวมปี 2553 เป็น 1,794.73 ล้านบาท และการควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายขาย/บริหารได้ดี
คาดการณ์ขาดทุนสุทธิลดลงเป็น 1,148.30 ล้านบาท จากเดิมที่ 1,170.43 ล้านบาท และในปี
2554 บนคาดการณ์ผู้โดยสารเฉลี่ยที่ 2 แสนคน/วัน และรายได้/ตั๋วเพิ่มขึ้น 5% เป็น 24.78
บาท คาดรายได้รวมอยู่ที่ 2,060.07 ล้านบาท และขาดทุนสุทธิที่ 1,069.87 ล้านบาท อิงการ
ประเมินด้วยวิธี DCF (WACC = 8.88%) ราคาพื้นฐานในปี 2554 อยู่ที่ 0.93 บาท ยังคงแนะ
นำ “ซื้อเก็งกำไร”



เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 10:30:29

บล.ฟินันเซีย ไซรัส : แนะนำหุ้นเด่นทางเทคนิค MDX ให้ซื้อเก็งกำไร

MDX : ซื้อเก็งกำไร
ราคาปิด : 1.47
แนวรับ : 1.45-1.40
แนวต้าน : 1.57, 1.68-1.74

ราคายังแกว่งทดสอบแนวต้านแรกแถว 1.50 บ.อยู่ โดยค่อยๆ ยกฐานขึ้นมาต่อเนื่อง
ขณะที่ Indicators ต่างๆ ยังฟอร์มตัวได้ดี ทำให้มีลุ้นผ่านขึ้นหาแนวต้านถัดไปให้ทำกำไรตาม
รอบได้ โดยแนวรับสำคัญช่วงนี้อยู่ที่ 1.40 บ. ถ้าไม่หลุดต่ำกว่านี้ก็ยังไม่น่าห่วง




เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 9:38:51

บล.ฟินันเซีย ไซรัส : แนะนำหุ้นเด่นทางเทคนิค KSL ให้ซื้อเก็งกำไร

KSL : ซื้อเก็งกำไร
ราคาปิด : 11.90
แนวรับ : 11.50
แนวต้าน : 13-14

ราคาขยับขึ้นมาแกว่งตัวผันผวนในกรอบ 11.50-12.50 บ. แต่ยังทรงตัวได้ดี ขณะที่มี
แรงซื้อสนับสนุนพอควร รวมทั้งรูปแบบกราฟราคาและการฟอร์มตัวของ Indicators ต่างๆ ถือว่า
อยู่ในเกณฑ์ที่ดี ถ้าไม่ย้อนต่ำกว่าแนวรับลงไปเสียก่อน คาดว่ามีลุ้นบวกต่อขึ้นหาแนวต้านให้ทำ
กำไรตามรอบได้




เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 9:36:54

บล.ฟินันเซีย ไซรัส : แนะนำหุ้นเด่นทางเทคนิค LPN ให้ซื้อเก็งกำไร

LPN : ซื้อเก็งกำไร
ราคาปิด : 9.50
แนวรับ : 9.30-9
แนวต้าน : 10.20, 10.80-11.30

ราคาขยับขึ้นมาแกว่งทรงตัวแถว 9.30-9.50 บ.ได้ดี ขณะที่ Indicators ต่างๆ ก็เริ่ม
กลับมาฟอร์มตัวได้ดีขึ้น ทำให้คาดว่ามีลุ้นขยับขึ้นหาแนวต้านให้ทำกำไรตามรอบได้ นอกจากผิด
คาดราคาหลุดแนวรับก่อนถึงจะต้องถอยไปรอรับต่ำใหม่




เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 9:34:47

บล.ธนชาต : แนะนำหุ้นทางเทคนิค KK ซื้อเก็งกำไร

บล.ธนชาต : แนะนำหุ้นทางเทคนิค KK ซื้อเก็งกำไร

KK – ซื้อเก็งกำไร ราคาปิด 31.75 บาท & 916; +1.50 บาท
แนวรับ: 30.75 แนวต้าน: 33.50-34
ตัดขาดทุน 30.25
เมื่อวานราคา break ขึ้นทำ New High ได้แล้ว แม้ว่าระดับปิดจะย่อลงเล็ก
น้อยกลับมาปิดที่ระดับ High ก่อนหน้าที่ 31.75 บาท แต่จากแนวโน้ม Sideway up ยัง
มี Upside ในแง่ราคาเชิงเทคนิคพอสมควร แนวต้านกรอบ Sideway up 33.50-34
บาท





เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 9:25:13

บล.ธนชาต : แนะนำหุ้นทางเทคนิค BAY ซื้อเก็งกำไร

บล.ธนชาต : แนะนำหุ้นทางเทคนิค BAY ซื้อเก็งกำไร

BAY – ซื้อเก็งกำไร ราคาปิด 21.10 บาท & 916; +0.60 บาท
แนวรับ: 21 แนวต้าน: 21.60, 22.30
ตัดขาดทุน 20.70
กลับตัวขึ้นแบบ Invert Head & Shoulders มีโอกาสทดสอบแนวต้านระดับ
High ก่อนหน้าที่ 21.60 บาท หลังจากหลุดพ้นจากระดับ Sideway ที่ 20.90 บาทขึ้น
ยืนได้เมื่อวานด้วย Vol. เพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกับราคา คาดอัตราเร่งยังไม่ลดระดับ
ช่วงขึ้นจึงมีความต่อเนื่องที่จะต่อ High
สอดคล้องกับค่าสัญญาณอาทิ MACD ที่บ่งชี้ทิศทางบวก






เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 9:21:41

บล.ธนชาต : แนะนำหุ้นทางเทคนิค AOT ซื้อเก็งกำไร

AOT – ซื้อเก็งกำไร ราคาปิด 39.50 บาท & 916; +0.75 บาท
แนวรับ: 39.25 แนวต้าน: 41, 42
ตัดขาดทุน 39
ราคายังปรับขึ้นน้อยเมื่อเทียบกับ SET INDEX และเมื่อวานการ Sideway
เริ่มมี Vol. หนุนเพิ่ม เพื่อดึงแนวโน้มหลุดจากภาวะดังกล่าว โดยเฉพาะ break แนว
ต้านย่อย 40.50 บาทได้ จะเพิ่มแรงส่งกับเข้าสู่ Sideway up ในช่วง 40.50-42 บาท
ค่าสัญญาณทางเทคนิคยังอยู่ในระดับ Oversold ส่งผลให้การดีดของราคายัง
มี Upside พอสมควร






เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 31/08/10 เวลา 9:20:11

วันอังคารที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2553

บล.เคที ซีมิโก้ : CK แนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” มูลค่าพื้นฐาน 8.30 บาท

เซ็นสัญญางานใหม่...ช่วยหนุนราคาหุ้น
การเซ็นสัญญางานใหม่ อาทิ โครงการโรงไฟฟ้าไซยะบุรี มูลค่า 7.6 หมื่นล้านบาทและ
โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สัญญาที่ 2 มูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาทในช่วงเวลา 3 – 4 เดือน
ข้างหน้า จะเป็นปัจจัยหนุนราคาหุ้น เราจึงคงคำแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” ด้วยมูลค่าพื้นฐาน 8.30
บาท (PBV 2.44 เท่า – ค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี +0.5std)

CK เสนอราคาต่ำสุดรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สัญญาที่ 5
การรถไฟฟ้าแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยว่า CK เป็นผู้เสนอราคาต่ำสุดใน
โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ช่วงหัวลำโพง – บางแค และช่วงบางซื่อ – ท่าพระ
สัญญาที่ 5 (ออกแบบและก่อสร้างระบบรางรถไฟฟ้าของทั้งโครงการ) ที่ 5,029.54 ล้านบาท
(รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ต่ำกว่า STEC และ ITD ซึ่งเสนอราคา 5,066.45 ล้านบาท และ
5,300.00 ล้านบาทตามลำดับ ราคาดังกล่าวต่ำกว่าราคากลาง (5.154 พันล้านบาท) ราว 2.4%
โดยคาดว่าจะลงนามในสัญญาว่าจ้างประมาณเดือน ต.ค. 53 และเริ่มงานได้ในเดือน พ.ย. 53
การเสนอราคาต่ำสุดในสัญญาดังกล่าว น่าจะช่วยชดเชยผลกระทบได้บางส่วนกรณีที่
อาจต้องสูญเสียสัญญาที่ 1 ซึ่งเดิมก่อนหน้านี้บริษัทเสนอราคาต่ำสุด (11,506 ล้านบาท) แต่ภาย
หลังปรากฎว่า ITD คำนวณค่าก่อสร้างผิดพลาดบางรายการ จนทำให้พลิกกลับมาเป็นผู้เสนอราคา
สูงสุดที่ 11,490 ล้านบาท เรื่องดังกล่าวจะเสนอให้คณะกรรมการ รฟม. พิจารณาวันนี้



เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 25/08/10 เวลา 12:08:53

GSTEEL-SSI นำทีมหุ้นเหล็กบวก โบรกฯแนะเก็งกำไร

GSTEEL-SSI นำทีมหุ้นเหล็กบวก คาดเก็งกำไรบาทแข็งหนุนผลประกอบการ โบรกฯ
แนะเก็งกำไร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาหุ้นกลุ่มเหล็ก ซึ่งประกอบด้วย บริษัท สยามสตีลอินเตอร์
เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ SIAM บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ
TSTH และราคาหุ้น บริษัท จี สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ GSTEEL และบริษัท สหวิริยาสตีลอิน
ดัสตรี จำกัด (มหาชน)หรือ SSI ปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงกว่าตลาดในการซื้อขายช่วงเช้าวันนี้
นายรณกฤต สารินวงศ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.คันทรี่กรุ๊ป
กล่าวว่า สาเหตุการปรับตัวเพิ่มขึ้นของหุ้นกลุ่มเหล็กนั้น เนื่องจากนักลงทุนเก็งกำไรจากประเด็น
อัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินบาทที่แข็งค่า ซึ่งส่งผลดีต่อต้นทุนในการนำเข้าเหล็กและหนุนผล
ประกอบการบริษัทฯ
โดยจากการตรวจสัญญาณเส้นกราฟเชิงเทคนิคหุ้นกลุ่มเหล็ก ได้แก่ SSI TSTH
GSTEEL SIAM พบว่าราคาหุ้นมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ต่อ กลยุทธ์การลงทุน แนะเก็งกำไร
โดยหุ้น SSI ประเมินแนวรับไว้ที่ 1.88 บาท และประเมินแนวต้านไว้ที่ 2.00 บาท ด้านหุ้น
TSTH ประเมินแนวรับไว้ที่ 1.86 บาท และประเมินแนวต้านไว้ที่ 1.95 บาท ส่วนหุ้น GSTEEL
ประเมินแนวรับไว้ที่ 0.47 บาท และประเมินแนวต้านไว้ที่ 0.52 บาท และราคาหุ้น SIAM
ประเมินแนวรับไว้ที่ 2.74 บาท และประเมินแนวต้านไว้ที่ 3.00 บาท
ณ เวลา 10.47 น. ราคาหุ้น SSI อยู่ที่ 1.94 บาท เพิ่มขึ้น 0.11 บาท หรือ 6.01%
มูลค่าการซื้อขาย 666.64 ล้านบาท ส่วนราคาหุ้น GSTEEL อยู่ที่ 0.48 บาท เพิ่มขึ้น 0.03
บาท หรือ 6.67% มูลค่าการซื้อขาย 156.55 ล้านบาท และราคาหุ้น TSTH อยู่ที่ 1.91 บาท เพิ่ม
ขึ้น 0.06 บาท หรือ 2.70% มูลค่าการซื้อขาย 63.94 ล้านบาท ราคาหุ้น SIAM อยู่ที่ 2.76
บาท เพิ่มขึ้น 0.08 บาท หรือ 2.99% มูลค่าการซื้อขาย 18.38 ล้านบาท





รายงาน โดย ชัยรัตน์ พุ่มมาลา
เรียบเรียง โดย อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร
อนุมัติ โดย พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 25/08/10 เวลา 10:47:58

TMB วิ่งต่อ ตามสตอรี่คลังเจรจาขายหุ้นให้ไอเอ็นจีได้ข้อสรุป

TMB วิ่งต่อ ตามสตอรี่คลังเจรจาขายหุ้นให้ไอเอ็นจีได้ข้อสรุป โบรกฯ แนะ
ซื้อเก็งกำไร ให้แนวต้าน 2.40 บ.

ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหว ราคาหุ้น ธนาคารทหารไทย (TMB) เช้า
วันนี้ว่า ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นตั้งแต่เปิดการซื้อขาย โดยมีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด
เป็นอันดับ 1 หลังจากกระแสข่าวเรื่องการเจรจาขายหุ้นระหว่างกระทรวงการคลัง และ
ไอเอ็นจีกรุ๊ป ยังมีต่อเนื่อง โดยล่าสุดมีข่าวว่า การเจรจาดังกล่าวจะสามารถลงนามได้
ภายในเร็วๆ นี้ โดยคลังยอมขายหุ้นธนาคารทหารไทยที่ถืออยู่ในสัดส่วน 5% ให้กับ
ไอเอ็นจีกรุ๊ปตามสัญญาที่ทำไว้ตอนเพิ่มทุนครั้งก่อน ซึ่งราคาจะคิดจากราคากระดา
นบวกพรีเมี่ยม อยู่ระหว่าง 2.50-3.00 บาทต่อหุ้น ซึ่งที่เหลืออีก 21% เตรียมขายให้
สถาบันการเงินรายอื่นที่สนใจ
ขณะที่บทวิเคราะห์ทางเทคนิค บล.ธนชาต ระบุว่า ราคา TMB ทำ New
High พ้นกรอบ Sideway ช่วงสามเหลี่ยมได้สำเร็จ บวกกับราคาเพิ่มจะ break ขึ้น
ฉะนั้นยังคาดว่าจะมีความต่อเนื่องที่กลับขึ้นมาแกว่งตัวตามกรอบ Sideway up โดยมี
แนวต้าน 2.40 บาท รอทดสอบ Vol. หนุนเพิ่ม สอดคล้องกับเม็ดเงินที่ไหลเข้า ขณะที่
MACD บ่งชี้ทิศทางบวกต่อแนวโน้มราคา ส่วนแนวรับอยู่ที่ 2.26 บาท แนะนำซื้อเก็ง
กำไร ให้จุดตัดขาดทุน 2.24
ล่าสุด ณ เวลา 10.18 น. ราคาหุ้นอยู่ที่ 2.38 บาท เพิ่มขึ้น 0.08 บาท หรือ
3.48% มูลค่าการซื้อขาย 849.35 ล้านบาท








เรียบเรียง โดย พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน
อนุมัติ โดย ดวงสุรีย์ วายุบุตร์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 25/08/10 เวลา 10:20:52

กูรู แต่เชียร์เก็งกำไรชู BBL-KBANK เทคนิคสวยชู BBL-KBANK เทคนิคสวย

หุ้นกลุ่มแบงก์นิ่ง เมินคาด กนง.ขึ้นดอกเบี้ย กูรู ชี้ ตลาดรับข่าวไปแล้ว แต่เชียร์เก็งกำไร
แบงก์ใหญ่ หลังมองรับกำไรส่วนต่างดอกเบี้ยเต็มๆ ชู BBL-KBANK เทคนิคสวย

ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวราคาหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ อาทิ ธนาคาร กรุง
ไทย จำกัด (มหาชน) (KTB), ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY, ธนาคาร ไทย
พาณิชย์ จำกัด (มหาชน)(SCB) พบว่าราคาไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนธนาคาร กสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
(KBANK) ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน)(BBL)ราคาปรับตัวปรับตัวลดลงในช่วงตลาดฯ เปิด
ทำการเช้านี้
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.คันทรี่กรุ๊ป กล่าวว่า จากแนวโน้มผลการประชุมของคณะ
กรรมการนโยบายการเงิน กนง. ในช่วงบ่ายวันนี้ คาดว่า กนง. คงมีมติขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25%
สู่ 1.75% ตามที่คาดการณ์ไว้ แต่เชื่อว่าตลาดได้ตอบรับไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ปัจจัยการขึ้นอัตรา
ดอกเบี้ยนโยบายจะส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มธนาคารพานิชย์ โดยเฉพาะธนาคารขนาดใหญ่ เช่น BBL-
SCB- KBANK เนื่องจากฐานเงินฝากจะมีมากกว่าธนาคารพานิชย์ขนาดเล็ก ทำให้ได้รับกำไร
จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย
สำหรับราคาหุ้น BBL และ KBANK เมื่อตรวจสอบสัญญาณเส้นกราฟทางเทคนิค
แล้วพบว่า ยังมีโอกาสฟื้นตัวได้ต่อ แนะเก็งกำไร โดยหุ้น BBL ประเมินแนวรับไวส้ที่ 140 บาท
และประเมินแนวต้านไว้ที่ 145 บาท ส่วนหุ้น KBANK ประเมินแนวรับไว้ที่ 108 บาท และประเมิน
แนวต้านไว้ที่ 113 บาท
ขณะที่สัญญาณเทคนิคราคาหุ้น SCB และ KTB พบว่าจะแกว่งตัวอยู่ในกรอบแคบๆ
แนะเล่นในกรอบแนวรับ-ต้านที่กำหนดไว้ โดยหุ้น SCB ประเมินแนวรับไว้ที่ 93 บาท และประเมิน
แนวต้านไว้ที่ 94.50 บาท ด้านหุ้น KTB ประเมินแนวรับไว้ที่ 12.50 บาท และประเมินแนวต้านไว้
ที่ 13.10 บาท
ด้านสัญญาณเทคนิคราคาหุ้น BAY ยังไม่ค่อยดีนัก โดยมีโอกาสปรับตัวลง ดังนั้น
แนะซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว โดยประเมินแนวรับไว้ที่ 20 บาท และประเมินแนวต้านไว้ที่ 21 บาท
ณ เวลา 10.10 น. ราคาหุ้น KTB อยู่ที่ 12.70 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการ
ซื้อขาย 113.96 ล้านบาท SCB ราคาหุ้นอยู่ที่ 93.75 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อ
ขาย 11.28 ล้านบาท BAY อยู่ที่ 20.40 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขาย 4.18 ล้าน
บาท KBANK อยู่ที่ 108.00 บาท ลดลง 1.00 บาท หรือ 0.92% มูลค่าการซื้อขาย 21.79 ล้าน
บาท BBL อยู่ที่ 142.00 ราคาไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 13.78 ล้านบาท






รายงาน โดย ชัยรัตน์ พุ่มมาลา
เรียบเรียง โดย อิทธิพล พันธ์ธรรม
อนุมัติ โดย ดวงสุรีย์ วายุบุตร์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 25/08/10 เวลา 10:18:30

บล.ฟินันเซีย ไซรัส : แนะนำหุ้นเด่นทางเทคนิค SIAM ให้ซื้อเก็งกำไร

SIAM : ซื้อเก็งกำไร
ราคาปิด : 2.68
แนวรับ : 2.60-2.50
แนวต้าน : 3-3.10

ราคายังไต่ระดับกลับขึ้นมาได้อีกครั้ง หลังไหลลงไปทดสอบแนวรับจาก
เส้นต้นทุนเฉลี่ยระดับต่างๆ มา โดยทั้งรูปแบบกราฟราคาและการฟอร์มตัวของ
Indicators ต่างๆ ที่ยังส่งสัญญาณในเชิงบวก ดังนั้นถ้าไม่ย้อนต่ำกว่าแนวรับเสียก่อน
ก็ยังไม่น่าห่วง ลุ้นดีดขึ้นหาแนวต้านให้ทำกำไรตามรอบได้




เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 25/08/10 เวลา 9:52:13

บล.ฟินันเซีย ไซรัส : แนะนำหุ้นเด่นทางเทคนิค UNIQ ให้ซื้อเก็งกำไร

UNIQ : ซื้อเก็งกำไร
ราคาปิด : 3.90
แนวรับ : 3.80
แนวต้าน : 4.30-4.50

ราคาชนแนวต้านแรกแถว 4 บ.แล้วไหลย้อนลง แต่ถ้าไม่หลุดต่ำกว่าแนวรับ
ข้างต้นก็ถือว่ายังมีลุ้นจังหวะดีดกลับขึ้นหาแนวต้านอื่นๆ ให้ทำกำไรตามรอบได้ เพราะ
ว่าทั้งรูปแบบกราฟราคาและการฟอร์มตัวของ Indicators ต่างๆ ยังให้น้ำหนักใน
ทางบวก




เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 25/08/10 เวลา 9:50:08

บล.ฟินันเซีย ไซรัส : แนะนำหุ้นเด่นทางเทคนิค DTAC ให้ซื้อเก็งกำไร

DTAC : ซื้อเก็งกำไร
ราคาปิด : 46.25
แนวรับ : 45.25
แนวต้าน : 50-55

ราคาย้อนลงไปทดสอบแนวรับจากเส้นต้นทุนเฉลี่ย 10 วันแถว 45.25 บ.
แล้วเริ่มทำท่าว่าจะแกว่งทรงตัวได้ ขณะที่ Indicators ต่างๆ ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ถ้าไม่
หลุดต่ำกว่าแนวรับเสียก่อนก็ยังลุ้นดีดขึ้นหาแนวต้านให้ทำกำไรตามรอบได้




เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 25/08/10 เวลา 9:47:20

บล.ธนชาต : แนะนำหุ้นทางเทคนิค TMB ซื้อเก็งกำไร

TMB – ซื้อเก็งกำไร ราคาปิด 2.30 บาท & 916; +0.08 บาท
แนวรับ: 2.26 แนวต้าน: 2.40
ตัดขาดทุน 2.24
ราคาทำ New High พ้นกรอบ Sideway ช่วงสามเหลี่ยมได้สำเร็จ บวกกับราคา
เพิ่มจะ break ขึ้น ฉะนั้นยังคาดว่าจะมีความต่อเนื่องที่กลับขึ้นมาแกว่งตัวตามกรอบ
Sideway up โดยมีแนวต้าน 2.40 บาทรอทดสอบ
Vol. หนุนเพิ่ม สอดคล้องกับเม็ดเงินที่ไหลเข้า ขณะที่ MACD บ่งชี้ทิศ
ทางบวกต่อแนวโน้มราคา






เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 25/08/10 เวลา 9:08:37

บล.ธนชาต : แนะนำหุ้นทางเทคนิค SSI ซื้อเก็งกำไร

SSI – ซื้อเก็งกำไร ราคาปิด 1.83 บาท & 916; +0.18 บาท
แนวรับ: 1.80 แนวต้าน: 1.90, 2
ตัดขาดทุน 1.78
เน้น Trading มุมมองต่อแนวโน้มจากการทำ New High ด้วย Vol. ในระดับ
หนาแน่น มีรอบต่อเนื่องที่จะปรับขึ้น แนวต้านแรก 1.90 บาทและมีโอกาสทดสอบ
แนวต้านหลักที่ 2 บาท ขึ้นมาเคลื่อนไหวใน Price Channel ที่ 2 ช่วง 1.80-2 บาท
เว้นแต่เปิดกระโดดเกิน 1.85 บาทไม่ตาม เพราะจะเปลี่ยนรูปแบบเป็นลบและ
เสี่ยงที่จะชะลอตัวจาก Negative Divergence





เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 25/08/10 เวลา 9:06:26

บล.ธนชาต : แนะนำหุ้นทางเทคนิค LPN ซื้อเก็งกำไร

LPN – ซื้อเก็งกำไร ราคาปิด 9.50 บาท & 916; - บาท
แนวรับ: 9.40 แนวต้าน: 9.85
ตัดขาดทุน 9.35
แนวโน้มอยู่ในช่วง Sideway พักระหว่างแนวโน้มหลักที่เป็น Sideway up
แนวต้านจุดเปลี่ยนสำคัญ 9.85-9.95 บาท เป็นจุดทดสอบที่มีนัยยะสำคัญต่อความต่อ
เนื่องที่จะกลับเข้าสู่แนวโน้มหลักที่เป็น Sideway up เส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้นมีการตัดขึ้น
เป็นสัญญาณบวกในลักษณะ Golden Cross คาดมีโอกาสที่จะดีดกลับคืน
สอดคล้องกับค่าสัญญาณทางเทคนิคที่เริ่มกลับเป็นบวก อาทิ MACD และ
เส้นค่าเฉลี่ย





เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 25/08/10 เวลา 9:02:36

บล.เคที ซีมิโก้ : STEC แนะนำ ซื้อเก็งกำไร มูลค่าพื้นฐาน 11.60 บาท

โมเมนตัมราคาจะสูงขึ้น สะท้อนมูลค่างานในมือ/ยอดขาย ที่เพิ่ม
เราคาดว่า STEC จะมีอัตรากำไรที่สูงต่อเนื่องจาก 2Q53 รวมทั้งการเปิดประมูล
โครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคขนาดใหญ่จำนวนมากใน 2H53 จะทำให้ STEC เป็นที่ชื่นชอบ
ของตลาดฯมากขึ้น เรายังคงประมาณการตามเดิม แต่เราเห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่ราคาหุ้นจะ
ปรับขึ้นเพื่อสะท้อนอัตราส่วนมูลค่างานในมือต่อยอดขายเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในปี 48 ดังนั้นเราจึง
ปรับมูลค่าพื้นฐานใหม่ในระยะ 12 เดือนข้างหน้าเพิ่มเป็น 11.60 บาท (จากมูลค่าพื้นฐานปี 53
เดิมที่ 8.40 บาท) โดยอิงกับ PBV ที่ 2.7 เท่า (จากค่าเฉลี่ย PBV ย้อนหลัง 5 ปี +1.3std) และ
คงคำแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร”

แนวโน้มอัตรากำไรสูงต่อเนื่อง
เรายังคงสมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้น 8-9% ใน 2H53 จากงานโครงการปิโตรเคมี
อาทิ Dow Chemical ในมาบตาพุด และการรับรู้รายได้จากโครงการรถไฟฟ้าสีม่วงที่เพิ่มขึ้น จะ
หนุนอัตรากำไรให้สูงต่อเนื่อง

การเปิดประมูลงานใหม่หลายโครงการ หนุน Backlog เพิ่มขึ้น
การผ่านงบประมาณประจำปี 54 ในสัปดาห์นี้ จะหนุนให้มีการเปิดประมูลงานก่อสร้าง
ของภาครัฐเพิ่มขึ้นใน 4Q53-1H54 รวมกับการเปิดประมูลงานโครงการขนาดใหญ่ อย่าง
รถไฟฟ้าสีแดง รถไฟฟ้าสีเขียวอ่อน และโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า 2 แห่ง ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
ปลายปีนี้ จะทำให้แนวโน้มมูลค่างานในมือปี 54 สดใสขึ้น

มูลค่างานในมือที่เพิ่ม ช่วยให้ฐานะการเงินแข็งแรงขึ้น
การเซ็นสัญญางานโครงการใหม่มูลค่า 17.7 พันล้านบาท จะทำให้มูลค่างานในมือ
ของ STEC พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 31 พันล้นบาท ณ สิ้นปีนี้ สร้างความมั่นคงในการรับรู้ราย
ได้ในปี 54 นอกจากนี้ยังทำให้ฐานะการเงินบริษัทแข็งแรงขึ้น ด้วยฐานะปลอดหนี้ ทำให้ STEC
มีความยืดหยุ่นมากกว่าคู่แข่ง ในการเข้าแข่งขันประมูลงานใหม่

ความเสี่ยง
ปัจจัยเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อประมาณการและคำแนะนำต่อ STEC ของเราคือ 1)
ความล่าช้าในการเซ็นสัญญางานใหม่หรือการเปิดประมูลงานใหม่ และ 2) การปรับขึ้นของราคา
วัสดุก่อสร้าง



เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 24/08/10 เวลา 13:48:38

SSI วิ่งสู้ฟัด กูรูชี้สัญญาณเทคนิคแจ่ม เหตุค่าบาทแข็งหนุนลดต้นทุนนำเข้าวัตถุดิบเหล็ก แนะเก็งกำไร

SSI วิ่งสู้ฟัด กูรูชี้สัญญาณเทคนิคแจ่ม เหตุค่าบาทแข็งหนุนลดต้นทุนนำเข้าวัตถุ
ดิบเหล็ก แนะเก็งกำไร

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.คันทรี่ กรุ๊ป กล่าวว่า สาเหตุที่ราคาหุ้นบริษัท สห
วิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน)หรือ SSI ปรับตัวเพิ่มขึ้นค่อนข้างแรงในช่วง
ระหว่างการซื้อขายวันนี้ เนื่องจากได้รับแรงเก็งกำไรจากนักลงทุนที่ตอบสนองกับ
กรณีที่อัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุนการนำ
เข้าวัตถุดิบเหล็กต่ำลง จึงส่งผลดีต่อผลประกอบการของบริษัทฯ ในอนาคต โดยแนะ
นำเก็งกำไร ประเมินแนวรับไว้ที่ 1.72 บาท แนวต้านที่ 1.80 บาท
ณ เวลา 11.39 น. ราคาหุ้น SSI อยู่ที่ 1.73 บาท เพิ่มขึ้น 0.08 บาท หรือ
5.45% มูลค่าการซื้อขาย 549.71 ล้านบาท




รายงาน โดย ชัยรัตน์ พุ่มมาลา
เรียบเรียง โดย ศุภวรรณ วราภรณ์
อนุมัติ โดย พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 24/08/10 เวลา 11:41:39

ITD-CK บวกเล็กน้อย ส่วน STEC เปิดตลาดติดลบ หลังรฟม.เตรียมเปิดซองสายสีน้ำเงินสัญญา 5 วันนี้ โบรกฯแนะเก็งกำไร

ITD-CK บวกเล็กน้อย ส่วน STEC เปิดตลาดติดลบ หลังรฟม.เตรียมเปิดซองสายสีน้ำเงิน
สัญญา 5 วันนี้ โบรกฯแนะเก็งกำไร

ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหว ราคาหุ้นบมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) ,
บมจ.ช.การช่าง (CK) เช้านี้ปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่ราคาหุ้นบมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอน
สตรัคชั่น (STEC) ปรับตัวลดลง หลังการรถไฟขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) จะเปิดข้อ
เสนอราคาโครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงบางซื่อ-ท่าพระ กับหัวลำโพง-
บางแค สัญญาที่ 5 ในวันนี้(24 ส.ค.53)
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า สัญญาณทางเทคนิคของ ITD
ระยะสั้นมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น กลยุทธ์การลงทุน จึงแนะนำ ซื้อเก็งกำไร โดยประเมินแนวรับ
อยู่ที่ 3.04 บาท ส่วนแนวต้านประเมินไว้ที่ 3.22 บาท,3.30 บาท และ3.36 บาท ขณะที่ CK-
STEC ราคาหุ้นก่อนหน้านี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาระดับหนึ่งแล้ว จึงต้องระมัดระวังแรงขายทำกำไร
อาจทำให้ราคาหุ้นผันผวนได้ โดยประเมินแนวรับของ CK อยู่ที่ 7.70-7.50 บาท ส่วนแนวต้านอยู่
ที่ 8.10 บาท,8.20 บาท และ 8.40 บาท ด้านแนวรับของ STEC อยู่ที่ 9.50-9.00 บาท ส่วนแนว
ต้านอยู่ที่ 11-11.50 บาท
บทวิเคราะห์ บล.เกียรตินาคิน ระบุว่า ประเด็นการรับงานยังคงส่งผลดีต่อกลุ่มรับเหมา
ก่อสร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายใหญ่ เช่น ITD, CK รวมถึง STEC ซึ่งเป็นโอกาสในการรับงาน
ต่อเนื่อง นอกจากนั้น ยังมีสายสีอื่นๆ ที่ภาครัฐให้ความสนใจ เช่น สีแดง สีชมพู และ สีเขียว ฯลฯ
แนะนำ ซื้อเก็งกำไร โดยมีราคาที่เหมาะสม ITD ราคาที่เหมาะสม 4.05 CK 8 บาท และ
STEC 8.50 บาท
ณ เวลา 10.18 น. ราคาหุ้น ITD อยู่ที่ 3.14 บาท เพิ่มขึ้น 0.02 บาท หรือ 0.64%
มูลค่าการซื้อขายอยูที่ 49.29 ล้านบาท ,ราคาหุ้น CK อยู่ที่ 8 บาท เพิ่มขึ้น 0.15 บาท หรือ
1.91% มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 450.90 ล้านบาท และราคาหุ้น STEC อยู่ที่ 10.30 บาท ลดลง
0.10 บาท หรือ 0.96% มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 102 ล้านบาท




รายงาน โดย เมธาวรินทร์ เปี่ยมสมบูรณ์
เรียบเรียง โดย อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร
อนุมัติ โดย พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 24/08/10 เวลา 10:19:50

SF พุ่ง 26% ภายใน 7 วันทำการ คาดเก็งกำไรธุรกิจห้างสรรพสินค้าฟื้นตัวตามเศรษฐกิจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาหุ้นบริษัท สยามฟิวเจอร์ดีเวลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)หรือ
SF ปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงกว่าตลาดในช่วงการซื้อขายเช้าวันนี้ คาดนักลงทุนเข้ามาเก็งกำไรตาม
การฟื้นตัวของธุรกิจห้างสรรพสินค้าที่ได้รับผลดีจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบราคาหุ้น SF ย้อนหลังพบว่า ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดย
ในวันที่ 11 ส.ค.53 ราคาอยู่ที่ 5.30 บาท หลังจากนั้นปรับตัวขึ้นแตะ 6.70 บาทในวันนี้(24 ส.
ค.53) หรือเพิ่มขึ้น 1.4 บาท หรือเพิ่มขึ้น 26.41% ภายใน 7 วันทำการ
ด้านบทวิเคราะห์บล.ทรีนิตี้ ระบุว่า กลุ่มหุ้นที่น่าสนใจตามการขยายตัวดีของเศรษฐกิจ
คือ Community Mall กับห้าง ดังนั้นจึงแนะนำซื้อ SF กับ CPN เป็นของโปรดให้นักลงทุน
ขณะที่ก่อนหน้านี้ SF รายงานความคืบหน้าโครงการ เมกาบางนา ซึ่งดำเนินงาน
โดย บริษัท เอสเอฟ ดีเวลอปเมนท์ จำกัด (บมจ.สยามฟิวเจอร์ดีเวลอปเมนท์ ถือหุ้น 49%) ว่า ได้
รับการสนับสนุนสินเชื่อร่วมกันจากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)(KBANK) และธนาคาร
ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)(SCB)เป็นจำนวนเงิน 6,500 ล้านบาท ระยะเวลา 12 ปี 7 เดือน
เพื่อรองรับการก่อสร้างโครงการเมกาบางนา
โดยศูนย์การค้านี้ตั้งอยู่บนถนนบางนา-ตราด กม.8 ด้วยพื้นที่ให้เช่ากว่า 180,000
ตารางเมตร ครอบคลุมพื้นที่ ใช้สอยรวมกว่า 400,000 ตารางเมตร มีผู้เช่าหลักที่สำคัญได้แก่ ไอ
เกีย สโตร์ ซึ่งเป็นศูนย์เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านจากประเทศสวีเดน, ศูนย์บันเทิงทั้งโรง
ภาพยนตร์-โบว์ลิ่ง-ไอซ์สเก็ต จากเครือเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์, สินค้าและบริการตกแต่งบ้านจากโฮ
มโปร, บิ๊กซี ไฮเปอร์มาร์เก็ต และศูนย์รวมร้านค้าปลีกหลากหลายไลฟ์สไตล์ ทั้ง แฟชั่นเครื่องแต่ง
กาย,อาหาร, ธนาคาร, เทคโนโลยี และ สินค้าและบริการเพื่อสุขภาพ
ในปัจจุบันโครงการเมกาบางนา อยู่ระหว่างการก่อสร้าง โดยศูนย์เฟอร์นิเจอร์ไอเกีย
คาดว่าจะให้บริการได้ในเดือนพฤศจิกายน 2554 และเมกาบางนาจะเปิดให้บริการได้เต็มรูป
แบบภายในปี 2555
ล่าสุด ณ เวลา 10.33 น. ราคา SF อยู่ที่ 6.60 บาท เพิ่มขึ้น 0.30 บาท หรือ 4.76%
ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 83.04 ล้านบาท



เรียบเรียง โดย อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร
อนุมัติ โดย พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 24/08/10 เวลา 10:35:34

บล.ฟินันเซีย ไซรัส : แนะนำหุ้นเด่นทางเทคนิค IFS ให้ซื้อเก็งกำไร

IFS : ซื้อเก็งกำไร
ราคาปิด : 1.61
แนวรับ : 1.57-1.55
แนวต้าน : 1.75-1.80

แม้ว่าจะเป็นหุ้นน้องใหม่เข้ามาเทรดได้ไม่นาน แต่รูปแบบกราฟราคาดูน่า
สนใจ โดยมีสัญญาณลุ้นดีดกลับขึ้นได้ ทั้งในกราฟรายวันและรายสัปดาห์ ขณะที่
Indicators ต่างๆ ก็ฟอร์มตัวได้ดีพอควร ทำให้ลุ้นขยับขึ้นหาแนวต้านข้างต้นให้ทำ
กำไรตามรอบได้ นอกจากผิดคาดราคาย้อนหลุดแนวรับก่อนถึงจะต้องยอมขายถอย




เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 24/08/10 เวลา 10:05:27

บล.ฟินันเซีย ไซรัส : แนะนำหุ้นเด่นทางเทคนิค AP ให้ซื้อเก็งกำไร

AP : ซื้อเก็งกำไร
ราคาปิด : 6.80
แนวรับ : 6.60-6.40
แนวต้าน : 7.50-8

ราคาย้อนกลับลงมาทดสอบแนวรับอยู่ ถ้าไม่หลุดต่ำกว่าลงไปเสียก่อน ก็ยัง
ไม่ทำให้รูปแบบกราฟราคาและการฟอร์มตัวของ Indicators ที่ดีเสียอาการไป ดังนั้น
ยังลุ้นดีดขึ้นหาแนวต้านให้ทำกำไรตามรอบได้ นอกจากหลุดแนวรับก่อนถึงจะต้อง
ยอมขายถอย




เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 24/08/10 เวลา 10:03:40

วันจันทร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2553

บล.ฟินันเซีย ไซรัส : แนะนำหุ้นเด่นทางเทคนิค PTTAR ให้ซื้อเก็งกำไร

PTTAR : ซื้อเก็งกำไร
ราคาปิด : 23.70
แนวรับ : 23.50
แนวต้าน : 25.25-26

หลังจากดีดผ่านแนวต้านแรกแถว 23.50 บ.ขึ้นมาได้ แม้ว่าจะอยู่ระหว่าง
แกว่งพักฐาน แต่ถ้าไม่ย้อนกลับลงไปต่ำกว่านี้ใหม่ ก็ถือว่ายังมีลุ้นขยับขึ้นรอบใหม่
เพื่อไปทดสอบแนวต้านถัดไปแถว 25-26 บ.ให้ทำกำไรตามรอบ ดังนั้นยังเทรดดิ้ง
ตามได้ถ้าไม่หลุดแนวรับ




เรียบเรียง โดย ประน้อม บุญร่วม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 24/08/10 เวลา 10:01:50

บล.ฟิลลิป : AH ราคาพื้นฐานปี 54 ที่ 16.30 บาท แนะนำ 'ซื้อเก็งกำไร'

ผลประกอบการไตรมาส 2Q53 ปรับสูงขึ้นถึง 117.21 ล้านบาท
ผลดำเนินงานในไตรมาส 2Q53 มียอดขายอยู่ที่ 2,940.83 ล้านบาทปรับตัวสูงขึ้นถึง
94.40%YoY โดยเฉพาะรายได้จากธุรกิจผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในประเทศไทย(สัดส่วนราว 65%
ของยอดขาย) เติบโตกว่าเท่าตัวได้ปัจจัยบวกจากการเพิ่มขึ้นของการผลิตรถยนต์ซึ่งส่วนใหญ่
มาจากการผลิต Chassis Framesของค่าย Isuzu ที่ในปัจจุบันใช้กำลังการผลิตอยู่ถึง 85%
มองการเพิ่มขึ้นของการผลิตนี้ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาส 2Q53 นี้ปรับตัวสูงขึ้นมาเป็น
8.45% จาก 5.90% ของไตรมาส 2Q52 และส่งให้ผลประกอบการปรับตัวสูงขึ้น กลับจากขาด
ทุนสุทธิถึง 38.43 ล้านบาทในไตรมาส 2Q52 มาเป็นกำไรสุทธิถึง 117.21 ล้านบาท ผลักดันให้
ผลประกอบการ 6M53 ปรับตัวสูงขึ้นมาเป็น 172.37 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 263.08%YoY ตามการ
ฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ในช่วงครึ่งปีแรกนี้ภาคการผลิตเพิ่มขึ้นถึง 97.64%YoY
เท่ากับ 768,994 คัน

แนวโน้มครึ่งปีหลังยังเติบโตต่อเนื่องคาดทั้งปี 2553 กำไรสุทธิที่ 327.46 ล้านบาท
สำหรับแนวโน้มการผลิตในช่วงครึ่งปีหลังนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นมาเป็น 791,006 คัน
เพิ่มขึ้น 29.61% YoY ตามคาดการณ์การผลิตรถยนต์ที่ทางสภาอุตสาหกรรมตั้งเป้าทั้งปีไว้ถึง
1.56 ล้านคันเพิ่มขึ้น 56.10%YoY มองจะเป็นปัจจัยบวกผลักดันให้ผลประกอบการของกลุ่ม
ยานยนต์ปรับตัวดีขึ้นเทียบกับปีที่ผ่านมา อีกทั้งการเพิ่มผลิตชิ้นสำหรับ Ford B-Car (Fiesta)
ในช่วงครึ่งปีหลังนี้จะทำให้กำลังการผลิตของโรงงาน Appico Plastics Rayong เพิ่มมากขึ้น
จากปัจจุบันที่ใช้อยู่เพียง 40% คาดจะเป็นส่วนผลักดันให้ทั้งยอดขายและอัตรากำไรขั้นต้นในของ
ปี 2553 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าโดยทางฝ่ายคาดยอดขายในปี 2553 ไว้ที่ 10,250.92 ล้านบาท
เติบโตราว 44.09% YoYและอัตรากำไรขั้นต้นในปีนี้เพิ่มขึ้นมาเป็น 7.42% จาก 5.03% ของ
ปี 2552

ราคาพื้นฐานปี 2554 ที่ 16.30 บาทแนะนำ 'ซื้อเก็งกำไร'
สำหรับผลประกอบการของปี 2554 นอกจาก Model เดิมที่คาดว่าจะปรับตัวตาม
อุตสาหกรรมยานยนต์แล้วนั้น AH ยังได้รับการยืนยันงานใหม่เพิ่มจาก Honda-Eco car ที่คาด
ว่าจะเริ่มผลิตได้ในช่วงไตรมาส 1Q54 อีกทั้งในช่วงครึ่งปีหลังยังมีงานใหม่จากทั้งค่าย Ford,
Mazda รวมถึง Isuzu-New Pickup โดยได้เพิ่มกำลังการผลิตโดยเฉพาะ Chassis Frame
ซึ่งจะทำให้มีกำลังการผลิตในผลิตภัณฑ์นี้เพิ่มขึ้นอีก 400,000 framesต่อปี จากเดิม
300,000 framesต่อปี (ปัจจุบันใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ราว 85%) โดยทางฝ่ายประมาณยอดขาย
ของ AH ในปี 2554 ไว้ที่ 11,385.61ล้านบาทเพิ่มขึ้น 11.07%YoY และกำไรสุทธิทั้งปี
2554 ที่ 364.73 ล้านบาท ในส่วน ของราคาวานนี้ปรับขึ้นราว 2% มี upside ค่อนข้างจำกัด
เทียบกับราคาพื้นฐานปี 2554 ที่ 16.30 บาทอิง P/E 12 เท่าจึงคงคำแนะนำ 'ซื้อเก็งกำไร'



เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 24/08/10 เวลา 9:53:55

บล.กรุงศรีอยุธยา : AH แนะนำ 'เก็งกำไร' มูลค่าพื้นฐานที่ 16.90 บาท

แนวโน้มผลประกอบการฟื้นตัวดีกว่าคาด
จากการประชุมกับผู้บริหารเรามีมุมมองเชิงบวกมากขึ้นในระยะกลาง เราคาดว่า
ผลประกอบการใน 2H53 ยังทรงตัวในระดับสูงใกล้เคียงกับ 2Q53 เป็นผลจากการฟื้นตัวของ
อุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ของประเทศ ซึ่งนอกจากจะเป็นคำสั่งซื้อเดิมที่กลับมายังรับผลบวกเต็มปี
จากโมเดลใหม่ที่ได้รับในช่วงปลายปีก่อนทั้ง Eco-car ของลูกค้า NISSAN และ B-Car ของ
ค่าย MAZDA ทั้งนี้เรามีการปรับเพิ่มประมาณการกำไรในปี 53– 54 ด้วยผลประกอบการ
2Q53 ที่ออกมาดีกว่าคาด และมีการปรับใช้มูลค่าพื้นฐานเป็นปี 54 (งบปีสิ้นสุด มี.ค. 54) ที่
16.90 บาท โดยอิง P/E ที่ 11 เท่า

2Q53 ผลประกอบการฟื้นตัวดีกว่าคาด
AH รายงานกำไร 2Q53 ที่ 117 ล้านบาทฟื้นตัว 112% QoQ และพลิกจากขาด
ทุน 38 ล้านบาทใน 2Q52 (โดยกำไรเติบโตสูงกว่าประมาณการของเรา 46% และอัตรากำไรขั้น
ต้นที่สูงกว่าคาด 3.5%) โดยปัจจัยที่กำไรฟื้นตัวสูงเกิดจากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์
โดยยอดผลิตรถยนต์ของประเทศใน 2Q53 ปรับเพิ่มขึ้น 103%YoY เป็น 3.8 แสนคัน หนุนให้
ระดับ Utilization ของบริษัทเพิ่มขึ้นอีก 20% จากปีก่อนเป็น 75% และยอดขายเติบโต 94%
YoY เป็น 2,941 ล้านบาท และผลของขนาดยอดขายที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ EBITDA Margin ปรับ
ตัวดีขึ้นจากปีก่อนที่ 6.8% เป็น 10.2%

คำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นในฐานลูกค้า Eco-car
ผู้บริหารให้ข้อมูลเชิงบวกต่อแนวโน้มผลประกอบการใน 2H53 คาดว่าผลประกอบ
การยังทรงตัวในระดับสูงใกล้เคียงไตรมาส 2 ในขณะที่สภาอุตสาหกรรมประเมินยอดผลิตรถยนต์
ของประเทศยังเติบโต 5% จากครึ่งปีแรก โดยทั้งปีตั้งเป้ายอดผลิตรถยนต์ 1.56 ล้านคัน หรือ
เติบโต 56% YoY โดยปีนี้ AH ได้รับผลบวกเต็มปีจากคำสั่งซื้อชิ้นส่วน OEMs จาก โมเดล
Eco-car ของลูกค้า NISSAN และ B-Car ของค่าย MAZDA ส่งผลให้ยอดขายในปี 53 คาดว่า
จะเติบโต 53% YoY ใกล้เคียงกับอุตสาหกรรม ในขณะที่แนวโน้มในปี 54 บริษัทคาดว่ายังมี
รถโมเดลใหม่ออกมาอย่างน้อย 5 รุ่น ซึ่งคาดว่ายอดขายของบริษัทจะเติบโต 10% YoY

ปรับเพิ่มประมาณการปี 53 – 54
จากผลประกอบการใน 2Q53 ที่ฟื้นตัวสูงกว่าคาด ในขณะที่แนวโน้มครึ่งปีหลังคาด
ผลประกอบการยังคงเติบโตดีใกล้เคียงกับ 3Q53 ทำให้เรามีการปรับเพิ่มสมมติฐานยอดขาย
และอัตรากำไรดังตารางข้างล่าง

2010E % 2011E %
Assumption Changed Previous New Change Previous New Change
Sales (Bt mn) 8,772 10,905 24.31 10,971 12,155 10.79
Gross Margin (%) 7.29 8.07 0.78 8.22 8.50 0.28
SG&A/Sales (%) 7.00 5.76 -1.24 6.69 5.70 -0.99
Impact
Core Profit (Bt mn) 218 364 66.87 374 434 16.09
Core Profit margin(%) 2.49 3.34 0.85 3.34 3.57 0.24
Source : AYS Research

คงคำแนะนำเก็งกำไร
คาดว่าผลประกอบการจะกลับมาเป็นกำไรสุทธิและเติบโตในปี 53 – 54 แต่เนื่องจาก
AH มีศักยภาพในการทำกำไรที่ต่ำกว่ากลุ่ม (ระดับ EBITDA Margin เฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปีที่
6.5% ต่ำกว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่ 15.5%) เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ผลประกอบการมีความผันผวน
เราจึงคงคำแนะนำเก็งกำไร นอกจากนี้บริษัทยังมีการประกาศจ่ายปันผลสำหรับครึ่งปีแรกที่ 0.26
บาทต่อหุ้นคิดเป็นอัตราปันผล 1.8% จากราคาปัจจุบัน (โดยขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 26
สิงหาคม และจ่ายปันผลวันที่ 6 ก.ยนี้) ในขณะที่มูลค่าพื้นฐานเรามีการปรับเพิ่มขึ้นจากเดิมที่
10.80 เป็น 16.90 บาทสะท้อนผลประกอบการที่ดีกว่าคาด และปรับใช้มูลค่าพื้นฐานเป็นปี 54
โดยอิง P/E เฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีในกรอบล่างที่ 11 เท่า หรือเทียบเท่า P/BV ที่ 1 เท่า



เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 24/08/10 เวลา 9:48:54

บล.ธนชาต : แนะนำหุ้นทางเทคนิค ITD ซื้อเก็งกำไร

ITD – ซื้อเก็งกำไร ราคาปิด 3.12 บาท & 916; +0.06 บาท
แนวรับ: 3.10 แนวต้าน: 3.20-3.30
ตัดขาดทุน 3.08
วันนี้จะมีการเปิดซองราคาประมูลก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สัญญาที่ 5
มูลค่ากว่า 5 พันล้านบาท มีบริษัทที่ยื่นเอกสารและผ่านการพิจารณาคุณสมบัติ
เบื้องต้น 3 ราย คือ ITD, STEC, CK
ราคาหุ้น ITD ยังปรับตัวอยู่ในระดับไม่สูงเมื่อเทียบกับ CK และ STEC ทิศทางการ
ดีดขึ้นจากภาวะ Oversold มีความต่อเนื่องตาม Vol. ที่หนุนกลับเข้ามา ขณะที่ Gap
แนวต้านกว้างพอสมควร แนวต้านแรก 3.20 บาท และมีแนวต้านหลักที่ 3.30 บาท






เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 24/08/10 เวลา 9:40:00

บล.ธนชาต : แนะนำหุ้นทางเทคนิค CIMBT ซื้อเก็งกำไร

CIMBT – ซื้อเก็งกำไร ราคาปิด 4.14 บาท & 916; +0.02 บาท
แนวรับ: 4.10 แนวต้าน: 4.28-4.38
ตัดขาดทุน 4.08
ขึ้นติด High ที่ 4.28 บาท 2 วันติดต่อกัน แต่ยังไม่ break เพราะส่วนหนึ่งเกิดการ
หดตัวของ Vol. ต่ำกว่าระดับเฉลี่ย 5 วัน บ่งบอกถึงแรงซื้อในช่วงก่อนหน้าไม่ได้เท
ขายออกมาช่วงที่ราคามีการชะลอตัว สะท้อนทิศทางบวกต่อรอบต่อเนื่องของราคา
ที่จะปรับขึ้น แนวต้าน High 2 วันก่อนหน้า 4.28 บาท เป็นจุดทดสอบแข็งแกร่ง
หลังจาก break กรอบสามเหลี่ยมที่ 3.68 การชะลอตัวที่เกิดขึ้นยังยืนว่าเป็นการ
พักเพื่อขึ้นต่อเท่านั้น






เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 24/08/10 เวลา 9:42:19

บล.ธนชาต : แนะนำหุ้นทางเทคนิค KSL ซื้อเก็งกำไร

KSL – ซื้อเก็งกำไร ราคาปิด 12 บาท & 916; +0.50 บาท
แนวรับ: 11.80 แนวต้าน: 12.50-12.90
ตัดขาดทุน 11.50
รอบนี้การดีดพ้น 12 บาทได้ จะเท่ากับหลุดพ้นจากแรงถ่วงของ Downtrend หลัง
ราคาขึ้นไป Peak ที่ 15.50 บาท เมื่อวันที่ 7 ม.ค. ที่ผ่านมาในช่วงที่ราคาน้ำตาลใน
ตลาดโลกพุ่งขึ้นแรง และหลังจากนั้นราคามีการปรับฐานลงแรงต่อเนื่อง
เมื่อวานมีการฟื้นตัวขึ้นจากฐานแบบ Double Bottoms ที่มีการตัดขึ้นมาหนุน
ของเส้นค่าเฉลี่ยในลักษณะ Golden Cross โดยที่ Vol. เพิ่มเข้าสนับสนุนการดีดต่อเนื่อง
คาดมีโอกาสทดสอบแนวต้านถัดไป 12.50 บาทและ 12.90 บาท





เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 24/08/10 เวลา 9:34:54

บล.ซิกโก้:TTAแนะนำ“ซื้อเก็งกำไร” ราคาเหมาะสม30.00บาท

บล.ซิกโก้ : TTA แนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” ราคาเหมาะสม 30.00 บาท

กำไร 3Q10A ลดลง 59.1% QoQ และ 64.0% YoY
TTA รายงานผลการดำเนินงานมีรายได้ใน 3Q10A เท่ากับ 4,535 ลบ. โดยรายได้
จากธุรกิจเดินเรือยังคงลดลง 26.6% YoY ซึ่งเป็นผลมาจากจำนวนวันเดินเรือที่ลดลง ขณะที่ราย
ได้นอกชายผั่ง (MML) ยังคงลดลง 39.7% YoY แต่เพิ่มขึ้น 22.5% QoQ เนื่องจากมีเรือขุด
เจาะเพียง 1 ลำที่ใช้งานได้ (จากเดิมจำนวน 2 ลำ) อย่างไรก็ตามบริษัทมีรายได้จากการขาย
เท่ากับ 1,106 ลบ. ส่งผลให้รายได้รวมยังคงเติบโต 8.6% QoQ แต่ยังคงลดลง 7.5% YoY
ทั้งนี้ต้นทุนโดยรวมของบริษัทได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 3.6% YoY อีกทั้งบริษัทยังมีภาระค่าใช้จ่าย
ในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยราว 1.9% YoY ส่งผลให้กำไรสุทธิปรับตัวลดลง 59.1%
QoQ และ 64.0% YoY เท่ากับ 185 ลบ.

คาดผลการดำเนินงานจะฟื้นตัวได้ในช่วง 4Q01E
แม้ภาพรวมของธุรกิจเรือเทกองใน FY10E ดูไม่ค่อยสดใส จากปริมาณเรือที่จะทยอย
ออกมาค่อนข้างมากแต่เราคาดว่าการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมจะใช้เวลาอีกไม่นานนักเนื่องจาก
ค่า BDI ยังคงปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง TTA ยังคงมีการกระจายธุรกิจเพื่อลดความเสี่ยง
และสร้างความสมดุลให้มากขึ้น แม้ว่าธุรกิจ MML จะยังไม่ดีอย่างที่คาดการณ์ไว้ แต่เราเชื่อผล
การดำเนินงานจะเริ่มกลับมาฟื้นตัวได้ในช่วง 4Q10E

แนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” ราคาเหมาะสม 30.00 บาท
SSEC คาดการณ์รายได้ของ TTA ใน FY10E ไว้ที่ 19,037 ลบ. ปรับตัวลดลง
4.6% YoY โดยเราคาดว่าผลการการดำเนินงานจะเริ่มฟื้นตัวในช่วง 4Q10E และจะเริ่มชัดเจน
ขึ้นใน 1Q11E โดยระดับราคาปัจจุบันยังคงซื้อขายกันในระดับต่ำที่ PBV ราว 0.67x โดยรวม
เราคาดกำไรสุทธิใน FY10E เท่ากับ 1,094 ลบ. ลดลง 39.7% YoY และแนะนำ “ซื้อเก็ง
กำไร” สำหรับผลการดำเนินงานที่จะค่อยๆฟื้นตัวตามลำดับ โดยให้ราคาเหมาะสมเท่ากับ 30.00
บาท



เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 24/08/10 เวลา 9:22:05